ภูมิต้านทานความรัก

posted on 04 Jul 2008 10:08 by nanakosos

บ้างก็ว่ารักคือยาพิษ โอทิสบอกว่ารักคือการกระโดด สำหรับผมในตอนนี้ รัก มันคล้ายกับโรค ชนิดหนึ่ง
เมื่อก่อนผมเป็นโรคนี้บ่อยมาก ขอบอกว่ามากจริงๆ จนเหมือนคนรักใครรักไม่จริง เปลี่ยนง่าย แต่ขอบอกว่าผมรักทีละคนนะครับ
เอาล่ะ ประเด็นคือ หลังๆมานี้ความถี่ของความรักผมลดลง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายุ หรือสภาพแวดล้อม
แต่ตัวผมคิดว่าเพราะผมเริ่มมี ภูมิต้านทานโรคนี้แล้วมากกว่า

ผมรักน้อยลง เจ็บน้อยลง เวลาฟื้นตัวก็น้อยลง

จนบางครั้งผมสงสัยกับตัวเองว่า สักวันหนึ่งผมจะมีภูมิต้านทานโรคนี้ไปเลยรึเปล่า
ผมจะลืมไปเลยรึเปล่าว่าความรู้สึกรักเป็นอย่างไร

ล่าสุดคนที่ผม "เคยชอบ" เค้ามีแฟนซะละ ผมก็เพิ่งรู้ แต่ว่าผมไม่รู้สึกอะไรเลยครับ เฉยๆ
ความรู้สึกคนเรานี่มันก็แปลกนะครับ ผมจำตัวเองเมื่อ 3 ปีก่อนได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
ผมคงรู้สึกเศร้าไปนานเลย ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้จีบแล้วก็เหอะ

แต่วันนี้ผมมองตัวเองแล้ว ผมรู้สึกเหมือนมันเป็นปัญหาของคนอื่น
ผมมองตัวเองในอดีต ปัจจุบัน มันทำให้ผมคาดเดาอนาคต
ผมจะกลายเป็นคนไร้หัวใจรักใครไม่ได้อีกรึเปล่า? หรือว่ารักมันเหมือนโรคจริงๆ
เมื่อผมพัฒนาความต้านท้านขึ้นมา โรครักเองมันก็พัฒนาความรุนแรงขึ้นมาด้วย...

--------------------------------------------

เอาล่ะ คือกลุ้มใจนิดนึงว่าตัวเองไร้หัวใจรึเปล่านะ?
แหม แม่ชอบกดดัน เอาแฟนมาที่บ้านมั่งสิลูก
ไอ้ตอนมีล่ะไม่ถาม ทีพออยากเห็นก็เลิกกันแล้วครับแม่.. ซวยไป
ตอนนี้ผมทำงานเกือบเต็มเวลา จะเอาเวลาไหนไปเจอเล่า เห้อ สงสัยต้องลาออกละ เอาสิ้นเดือนนี้แหละ
เขียนในใบลาออกว่า สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสมสำหรับการค้นหาความรัก ครับ
อิอิ อยากรู้ว่าอธิบดีจะทำหน้ายังไง?

--------------------------------------------

ปล. เกาะเสม็ด เสร็จทุกราย
ไม่จริงครับ ไม่เสร็จทุกราย

ผมไปกับเพื่อนๆไม่มีใครเสร็จซักคนขนาดนอนห้องเดียวกันหมด
ชาย 1 กระเทย 1 ทอม 1 ดี้ 2 หญิง 2 (ชาย 1 นี่คือผมเองนะครับ)

สรุปคือไปเที่ยวมาครับ อยากอวดเฉยๆ ว่าโดดงานไปเที่ยวมาครับ

อันนี้ โอ้ทะเลแสนงามครับ

อันนี้ สาวๆ ไม่สวยมากเท่าไหร่ ไม่ใช่เสป็ค แต่ก็โอเคนะ

หมาข้างถนน (ถ่ายทำไมวะ) เห็นมันตลกดี น่ารักด้วย

ไปเที่ยวอย่าเก็บอะไรไปนะครับ เป็นการทำลายสภาพแวดล้อม

เขียนชื่อไว้บนผืนทราย ถึงยังไง มันก็เลือนหายไปตามกาลเวลา...

edit @ 4 Jul 2008 10:13:34 by นานาโกะเอสโอเอส

หมีจ๋าอย่าร้องไห้

posted on 23 Jun 2008 10:06 by nanakosos

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปดูภาพยนต์เรื่องThe White Planet หรือ หมีจ๋าอย่าร้องไห้ ที่ House มาครับ
ผมจะไม่เล่าให้ฟังนะว่ามันเป็นยังไงเพราะยาวมาก เอาเป็นว่าผมเกือบร้องไห้เลย
ถ้าจะให้ย่อให้สั้นที่สุดก็คือ "มันเป็นสารคดีของหมีขาวขั้วโลกที่ทำออกมาในแนวผสมดราม่านิดนึง โดยถ่ายทอดความยากลำบากในการปรับตัวของพวกมัน อันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน"

ดูแล้วเศร้าครับ หนังก็เศร้าอยู่แล้ว ดันไปดูคนเดียวอีก เพราะว่าโดนบอกปัดนัดครับ
ถ้าคุณกระต่ายป่วยมาเห็น ขอบอกไว้เลยนะครับว่าผมเศร้า จะไปดู รัก สาม เศร้า กับคุณฟัคกลิ้ง ฮีโร่ ก็มีแต่คนไม่รู้จักก็เลย เอาวะ ไปดูคนเดียวก็ได้

แล้วเป็นไงหล่ะ ดูไปน้ำตาไหลไป

แต่มันก็ช่วยไม่ได้ครับเหตุสุดวิสัย เค้าไปไม่ได้ในนาทีสุดท้ายพอดี ก็เข้าใจ อาทิย์หน้าจะแอบไปเล่นน้ำทะเลให้ชื่นใจซะเลย
แล้วจะแก้แค้นด้วยการเอาน้ำทะเลมาฝาก

--------------------------

ประเด็นคือหลังๆมานี่ไปดูหนังคนเดียวมาตลอดเลย ก็เข้าใจอ่ะนะว่า เพื่อนๆไม่ค่อยว่างกัน แล้วผมก็ชอบดูหนังถึงขนาดไปดูเกือบทุกเรื่อง
แต่ผมเป็นคนที่แอบเหงานิดๆครับ แต่มักจะไม่ค่อยบอกใคร ผมดูหนังทีไรต้องเลือกที่นั่งที่ติดคนอื่น ไม่รู้จักกันก็ไม่เป็นไร ผมแค่คิดในใจว่ามันก็เหมือนมาดูด้วยกันแต่ไม่ได้คุยกันเท่านั้นเอง
เฮ้อ อุตส่าห์แอบดีใจนิดๆว่าจะได้ไปดู รัก สาม เศร้า กับคุณกระต่ายป่วย แงๆๆ

นานาโกะจ๋า อย่าร้องไห้

ความรัก (อีกแล้ว)

posted on 18 May 2008 03:15 by nanakosos

วันนี้บังเอิญมีอารมณ์อยากเขียนขึ้นมา ก็ผมได้คุยกับเพื่อนเรื่องความรัก

คุณเพื่อนบอกว่า "มึงอยูคนเดียวไม่มีแฟนเนี่ย มึงไม่เหงาเหรอ?" (เฮ้ย มึงเปิดประเด็นอย่างงี้มันเกย์นา)[ล้อเล่น]

ไอ้ผมก็เลยตอบไปว่า "มันก็เหงา แต่ก็เป็นบางเวลา ก็มันไม่มีแฟน เพื่อนมันก็มีแฟนกันหมด แล้วมึงจะให้กูทำยังไง?"

คุณเพื่อน "แล้วทำไมมึงไม่หาแฟนซักคน น้องนั่นไง น้อง -ตี๊ด- ไง เค้าชอบมึงหนิ ทำไมไม่คบกับเค้าหล่ะ?"

ไอ้ผม "ก็กูไม่ได้ชอบเค้า"

คุณเพื่อน "อ่าว งั้นมึงก็หาแฟนดิ เดี๋ยวกูพามาแนะนำให้ก็ได้ เพื่อนแฟนกูที่สาวๆ โสดๆ ก็มีเยอะอยู่" (ตรงนี้นี่มึงโคตรประเสริฐเลยหว่ะ ไอ้ทีกูไม่มีแฟนเนี่ย เพื่อนกูคนอื่นเค้าเลิกสนใจกันไปนานแระ แบบว่าระอา)

่ ไอ้ผม "ไม่เป็นไรหว่ะ ขอบใจ (อุ๊บ๊ะ! เล่นตัวอีก) มึงไม่ต้องลำบากหรอก เดี๋ยวถ้าจะมีมันก็มีเองหล่ะ"

คุณเพื่อน "อ้าว แล้วถ้ามึงไม่หาแล้วมันจะมีมั้ยวะ"

ไอ้ผม "เออน่า ช่างกูเถอะ โอ๊ะ [วิทยุดังเพลง ขาหม ของ tattoo Colour ขึ้นมาู] นี่เพลงนี้กูชอบ ฟังก่อนๆ เนี่ยทำไมมันชื่อขาหมูวะ   บลา บลา บลา (เปลี่ยนเรื่อง)" 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 นั่นแหละครับบทสนธนาคร่าวๆ ไม่ 100% นะ แต่ประมาฯ 80%+  

เอาหล่ะ ประเด็นคือ ผมคิดแต่ไม่ได้บอกออกไป มีหลายคนแล้วที่คอยเอา เพื่อนเพื่อน น้องเพื่อน พี่เพื่อน มาแนะนำผมให้รู้จัก แต่ผมก็เล่นตัว(ซะงั้น) ไม่ใช่เพราะหยิ่งนะครับ แต่นี่เป็นความคิดส่วนตัวผม

 ผมคิดว่า...

"ไอ้ความรักเนี่ยมันต้องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ใช่เหรอ แบบว่า ผมไม่เคยเชื่อในความรักแบบเลือกที่จะรัก เพราะผมคิดว่าความรักมันไม่เหมือนการที่เราไปเลือกซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต เอ้า อันนี้ดีกว่าอันนี้ อะไรอย่างนี้ มันต้องเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง เหมือนสะดุดกิ่งไม้ข้างทางล้มหัวคว่ำ เพราะถ้าเราเลือกที่จะรักใครแล้ว สมมุติว่าคบกันแล้วนั่นแปลว่าเราปิดโอกาสที่จะให้เค้าได้เลือกคนอื่นรึเปล่า?" 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เชื่อเถอะคุณไม่ใช่คนแรกหรอกที่บอกกับผมว่า "มึงมันบ้า ชาตินี้คงหาได้หรอกแฟน"

แต่ก็ช่างเหอะ ผมชินละ แล้วก็เข้าใจว่าผมมันบ้าจริงๆ แต่อย่างน้อยผมก็ได้ทำอย่างที่ตัวเองคิด นี่มันก็เป็นอิสระของผมไม่ใช่เหรอ

 

ใครมีความคิดเห็นยังไงไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมเป็นพวกชอบฟังความเห็นของคนอื่นดู

 

ปล. อาจจะไม่เกี่ยวแต่รู้รึเปล่าว่า Rangeman มันออกเล่ม2 แล้วนะ 

อาจเป็นเพราะผมเป็นคนโง่ในเรื่องความรัก อาจเป็นเพราะมันไม่มีให้เลือกเรียน ไม่มีหลักสูตร ไม่มีใครสอน จำต้องเรียนรู้เอาเอง 

 

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง "เพื่อนสนิท" ที่หอของเพื่อน สารภาพตามตรง ผมเพิ่งเคยดูหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก และมันก็ทำให้ผมชอบทันที เพื่อนผมบอกว่า

 

"เนี่ย พระเอกมันป๊อด นางเอกก็ชอบมัน มันดันไม่กล้า เรื่องมันก็เลยเป็นแบบนี้"

 

ผมก็เออออไปกับมัน เห็นว่าใช่ นางเอกแสดงออกว่าชอบขนาดนั้นมันไม่รู้ได้ไง แต่เพราะว่าหนังเค้าแสดงให้ผู้ชม มอง เห็นจากมุมมองบุคคลที่สามรึเปล่า? เพราะถ้าถามผม ถ้าเอาตัวเองเข้าไปซ้อนทับกับ ไข่ย้อย แล้วล่ะก็

 

"ผมก็ดูไม่ออกเหมือนกัน"

 

นั่นเป็นเพราะเส้นแบ่งระหว่าง "มิตรภาพ" และ "ความรัก" มันมองไม่เห็นนั่นเอง เวลาที่เค้ามาดีกับเรา คุยโทรศัพท์ ไปกินข้าว มันเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่คือแบบเพื่อนใช่มั้ย?" หรือว่าเป็น "สัญญานว่ารัก" ผมควรคิดยังไง ผมไม่แน่ใจ เพราะทุกๆอย่างมันดูก้ำกึ่งตลอด บางทีก็ดูเหมือนมีใจ บางทีก็ดูไร้เยื่อไย เหมือนคว้าจับอะไรได้ แต่พอแบมือออก กลับไม่มีอะไรเลย

 

อาจเป็นเพราะผมเป็นคิดมากด้วย เวลาคุยกันเธอพูดอะไร ผมมักจะคิดว่า"นี่เป็นการบอกอ้อมๆรึเปล่าว่ารำคาญ" หรือ"อ่าว อย่างนี้เราก็ใจตรงกันสิ" สลับไปสลับมาตลอดบทสนทนาของเรา

 

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะเคยมีความรู้สึกอย่างนี้รึเปล่า แต่มันเกิดขึ้นกับผมตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะจีบต่อไป หรือ ว่าไปจีบคนอื่นดี ที่แน่ๆ ถ้าการไม่สมหวังในรักคือการอกหัก อย่างนี้จะเรียกว่าอกหักได้รึเปล่า

 

 โอทิสบอกว่า"รักคือการกระโดด" สำหรับผมแล้ว ผมไม่มีแรงจะกระโดดมา10ปี พอจะกระโดดขึ้นมา การจะกระโดดโดยไม่มองพื้นนั้นมันเสี่ยงเกินไปอีก

บางทีหัวใจของเราอาจจะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับลงพื้น แต่มันถูกออกแบบมาสำหรับรองรับหัวใจอีกดวงที่กระโดดออกมาต่างหาก หวังว่าการกระโดดครั้งที่2 ของผมคงไม่เจ็บเท่าครั้งแรก