สมการความรัก

posted on 24 Jan 2012 02:42 by nanakosos in Love directory Idea

สมการความรัก


 สมการของความรักเป็นโจทย์ข้อหนึ่งที่ผู้คนนับล้านมักจะตั้งให้กับตัวเองเสมอในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต สำหรับบางคนมันเป็นข้อที่ง่ายจนเหมือนแจกคะแนน แต่สำหรับบางคนมันก็เป็นข้อที่ยากราวกับว่าไม่อาจจะหาคำตอบได้

 การคนสองคนที่ต่างพ่อต่างแม่ ต่างความชอบ ต่างที่มา มาพบเจอกันมันยากนะที่หัวใจทั้งสองดวงจะตรงกัน ส่วนมากแล้วรูปแบบของความรักมักจะออกมาในรูปแบบของฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รัก และ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถูกรัก

 ดังนั้นสิ่งที่แสดงออกมาจึงมักจะไม่ใช่เครื่องหมายเท่ากับที่อยู่ตรงกลางสมการ แต่จะเป็นเครื่องหมายมากกว่าหรือน้อยกว่าที่จะชี้ปลายแหลมของมันไปยังฝ่ายที่ถูกรักอยู่เสมอๆ

 (I+♥) > (U+♥)

 ถ้าคุณเป็นผู้ถูกรัก บางทีคุณอาจจะยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่าคุณกำลังถูกรัก

 แต่ถ้าคุณเป็นผู้รักแล้วล่ะก็ ตัวแปรที่ไม่ทราบค่าในอีกฝั่งนั้นช่างน่ายินดีและน่าใจหายในเวลาเดียวกัน คุณอยากที่จะรู้และก็กลัวที่จะรู้ สิ่งที่ซ๋อนอยู่ในนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเหมือนล่องลอยอยู่ในสวรรค์และอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณทุกข์ระทมเสมือนนรกบนดิน

 สิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายของผู้แก้สมการคือการทำให้อีกฝ่ายหันมารักเราบ้าง เป็นสมการที่ตั้งได้ง่ายแต่หาคำตอบได้ยากมากๆ เพราะสมการของความรักมันไม่มีวิธีแก้ที่ตายตัวเหมือนคณิตศาสตร์ทั่วๆไป ความรักเป็นศาสตร์ที่ล้ำลึกมากกว่านั้นหลายพันเท่า แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญความรักมากมายทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จยังไม่อาจกำหนดทฤษฏีตายตัวออกมาเพื่อสร้างคำตอบที่แน่นอนให้กับความรักของแต่ละคนได้เลย

 เพราะต่อให้โจทย์นั้นเหมือนกันทุกประการ ก็ไม่แน่ว่าคำตอบจะออกมาในรูปแบบเดียวกัน

 กาลเวลา ความกลัว ความกล้า ความเหมาะสม ประสบการณ์
ทุกๆอย่างถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 สิ่งที่คุณต้องเผชิญก็การสร้างสมดุลของความรัก ต้องไม่มากเกินไปจนเขารู้สึกอึดอัดและรำคาญ และต้องไม่น้อยเกินไปจนเขารู้สึกไม่ได้

 เวลาต้องไม่สั้นเกินไปจนรู้สึกไม่จริงใจ และ ต้องไม่ยาวเกินไปจนรู้สึกท้อใจ

 คุณจะบอกว่า “ความรัก” ชนะทุกสิ่งก็ได้ แต่พวกเราไม่ได้คาดหวังที่จะชนะไม่ใช่หรือ?

 เราต้องการที่จะ “เสมอ” ต่างหาก

 คุณไม่ได้กำลังจะถอดค่าตัวแปรในฝั่งของเขา แต่คุณกำลังพยายามเปลี่ยนเครื่องหมายน้อยกว่าให้กลายเป็นเท่ากับ

 (I+♥) = (U+♥)

 ขอเพียงจบสมการลงแบบนี้ได้ ไม่ว่าค่าของ จะเป็นอะไรหรือมีค่าก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

----------------------------------------------

 "To be your friend was all I ever wanted; to be your lover was all I ever dreamed." - Valerie Lombardo

Tag: Zombie

posted on 07 Nov 2009 16:30 by nanakosos

ได้รับมาจาก แดงน้อย ที่ http://enjoy-dangnoi.exteen.com/20091107/tag-exteen-of-the-dead

วันนี้รีบมาก ไม่รู้ว่า ต้องวาดเองรึเปล่า แต่วาดไม่เป็น ขอตัดๆ แอบแต่งภาพ เอานะ แล้วถ้าไม่ได้จริงจะพยายามวาดให้เมื่อว่างนะจ๊ะ

 

 

มีสามคนนะครับ

บลูเดมอน http://bluechat.exteen.com/

นัซเซอร์ซีครอส http://nusserzx.exteen.com/

โทมัสสุ http://tomazzu.exteen.com/

 ไม่ค่อยว่างจริงๆ ต้องไปอ่านหนังสือแว้ว

แรงบันดาลใจของเรื่องนี้มาจากหนังเรื่อง "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ" นะครับ วันนี้โดดเรียนไปดูมา สารภาพตามตรงว่าชอบ "คริส หอวัง" เพราะฉะนั้นเลยเหมือนไม่ค่อยจะตัดสินได้อย่างเป็นธรรมเท่าไหร่

ดูจบรอบแรกก็ว่าจะพอแล้ว แต่ผมกลับรู็สึกชอบหนังเรื่องนี้ขึ้นมา น่าแปลกที่ผมไม่สามารถอธิบายเป็นคำูพูดได้ ทั้งๆที่ปกติผมจะทำได้ดีเสียด้วยซ้ำไปสำหรับการวิเคราห์หนัง

"ผมชอบหนังเรื่องนี้แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร"

จะบทพูด หรือภาพ จะตัวละคร หรือ แนวไอเดีย ก็ไม่ใช่ บางครั้งผมยังรู้สึกติ และ บางฉากผมก็ไม่เข้าใจประเด็นที่จะสื่อเสียด้วยซ้ำ

ผมเลยตัดสินใจ ซื้อตั๋วเข้าไปดูอีกรอบ ทั้งๆที่ดูซ้ำน่าจะเบื่อ แต่ผมกลับรู้สึกคล้ายกับจับอะไรได้แล้ว ผมเลยตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นก็คือ "ซื้อตั๋วรอบ3 เพื่อเข้าไปดูโรงเดิม" จนพนักงานขายตั๋วออกจะงงๆว่า หน้าม้ารึเปล่าวะ

ในที่สุดผมก็รู้แล้วว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้เพราะอะไร

(ใครที่เดาว่าเพราะ "คริส หอวัง" นั้นผิดนะครับ เพราะกับเรื่อง อีติ๋มตายแน่ผมยังไม่รู้สึกชอบมากขนาดนี้)

ที่ผมชอบเพราะความรักมันไม่หวือหวาครับ มีแต่ฉากกุ๊กกิ๊ก ไม่มีฉากเลิฟซีน และยังแสดงอารมณืออกมาได้ดีทีเดียว

อาจเป็นเพราะผมโหยหาความรักแบบไม่หวือหวา ที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้ากระมัง (แต่ในเรื่องถือว่าไม่ช้านะครับ เพราะเรื่องทั้งหมดเริ่มที่วาเลนไทน์และจบลงที่สงกรานต์ เพียงแต่มันกระโดดวันเลยเห็นมีวันที่สำคัญๆอยู่ 6-7 วันเท่านั้นเองที่ทั้งสองคนได้เจอกัน)

พอคุยกับเพื่อนก็ได้ตัวอย่างที่ "ทุเรศ" แต่ยอมรับว่า "ตรงประเด็น" และ "เข้าใจง่าย" มากๆ

มันบอกว่า  "มันก็เหมือนกับเวลาที่มึงดูหนังโป๊มาเยอะๆไง หลังๆมึงก็จะไม่มีอารมณ์กับหนังโป๊ แต่กลับชอบนางแบบนุ่งน้อยห่มน้อยแทน อย่างนี้ในวงการเขาเรียกว่า 'สูงสุดคืนสู่สามัญ' "

มันเป็นแรงบันดาลใจที่ประหลาดๆหน่อย แต่มันก็ทำให้ผม แต่งนิทานได้เรื่องหนึ่ง

(อันนี้แบบสรุปใจความสำคัญของเรื่องนะครับ)

 ----------------------------------------------------------------

 

 

"ชายที่ตกปลาเพื่อตามหาหัวใจ"

 ชายหนุ่มคนหนึ่งคนหนึ่งนั่งตกปลาอยู่ในบึงที่กว้างใหญ่ วันหนึ่งเขาตกปลาได้ตัวใหญ่มาก เขาดีใจและนำมันกลับบ้านเพื่อไปเลี้ยง เนื่องจากเป็นปลาตัวแรกที่ตกได้เค้าจึงไม่ค่อยจะรู้วิธีเลี้ยงดูมันสักเท่าไหร่ จึงเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย

ผ่านไปไม่นาน ปลาของเขากลับตายลง เขาเสียใจมาก และโทษตัวเองกับการตายของปลาอยู่นานนม จนกระทั่งเพื่อนๆบอกต่อเขาว่า ถ้าปลาไม่มีแล้ว ก็ไปตกใหม่สิ

ชายหนุ่มไปนั่งตกปลาที่เดิมเป็นเวลานาน ก็ได้แต่ปลาตัวเล็ก ซึ่งเขาก็ไม่พอใจและปล่อยพวกมันกลับคืนไปตลอดเวลา สายตาก็ได้แต่มองคนอื่นที่มีปลาเป็นของตัวเองอย่างอิจฉา

ชายชราคนหนึ่งเดินผ่านมาพร้อมกับถือปลาตัวใหญ่ ชายหนุ่มคนนั้นจึงถามว่า ไปได้ปลามาจากที่ไหน เขาก็ตอบว่าได้มาจากบึงนี้แหละ ชายหนุ่มได้แต่โกรธในความไม่ยุติธรรมของโลกนี้ ที่คนอื่นได้ปลาตัวใหญ่ แต่เขากลับได้แต่ปลาตัวเล็ก

ชายชราบอกว่าชายหนุ่มนั้น โชคดีมากแล้ว

ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าตนเองโชคดีตรงไหน

ชายชราตอบว่า ในชีวิตเขายังไม่เคยตกได้ปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นเลย ตอนเขาตกปลาตัวนี้ได้ครั้งแรก มันตัวเล็กกว่านี้มากนัก เป็นเขาต่างหากที่ใส่ใจและดูแลมันจนมีขนาดใหญ่ขนาดนี้

ชายชราอิจฉาชายหนุ่มที่เคยได้ปลาตัวใหญ่ เพราะชั่วชีวิตของคนบางคนยังไม่เคยมีโอกาสตกได้ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้เลยสักครั้ง แต่เจ้ากลับใช้มันเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าปลาตัวอื่นว่า ตัวเล็กเกินไป

แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่า ไม่ว่าปลาตัวไหนก็เล็กเกินไปสำหรับเจ้า เพราะสิ่งที่เจ้าต้องการนั้นไม่ใช่ ปล าตัวใหญ่หรอกแต่เป็น "ปลาตัวเดิม" ต่างหาก แต่เจ้าจะไม่มีวันเจอปลาตัวเดิมในบ่อนี้ เพราะมันตายจากเจ้าไปแล้ว สิ่งสำคัญคือการเลี้ยงปลาตัวเล็กให้ตัวใหญ่ขึ้นด้วยความใส่ใจและเวลาต่างหาก

อย่าให้ปลาตายหนึ่งตัว ทำให้เจ้าพลาดปลาหลายๆตัวที่อยู่ในบึงนี้ 

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

ใครเข้าใจปรัญญาที่แฝงอยู่ในนิทานเรื่องนี้ ผมจะให้รางวัลนะ ตอบก่อนมีสิทธิ์ จะให้คำตอบที่ผมเห็นว่าเข้าใจได้ลึกซึ้งที่สุดนะครับ

โดยอย่าลืมตอบว่า

1. ปลาคืออะไร

2. การตกปลาคืออะไร

3. ชายหนุ่มเป็นใคร

4. คำพูดของชายชราหมายความว่าอย่างไรครับ

 

ให้ร่วมสนุกกันบ้าง เดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน

แมวของชโรดิงเจอร์

posted on 13 Oct 2009 02:57 by nanakosos in Love

หลังจากที่ห่างหายไปนานจากเรื่องความรัก เนื่องจากคิดได้ว่าปล่อยวางแล้ว แต่จริงๆแล้วผมคงปล่อยวางไม่ได้จริงๆนั่นแหละนะ ถ้าปล่อยวางได้คงไปบวชแล้ว

 -------------------------------------------------------------

การกลับมาอีกครั้งของน้อง(◕‿◕✿)ไม่ได้กิ๊กกันอะไรหรอกครับ แค่ออกไปทานข้าว กับ ดูหนัง เพียงแต่เสียงโทรศัพท์ของน้องเค้าที่ดังขึ้นทุก 15 นาที คำหวานๆที่คุยกันนั้นมันทำให้เกิดความริษยาขึ้นมาเล็กน้อยในหัวใจ

ถ้าลำบากขนาดนั้นก็ไม่ต้องมาก็ได้ครับผมไม่ได้คิดอะไรด้วยแล้ว

ถ้าคนที่รู้จักผมจริงๆจะเข้าใจครับว่าสำหรับผมแล้ว ความรักนั้นคือจังหวะ

 ช่วงเวลายามนี้เท่านั้นที่รักจะเกิด

ถ้าเลยเวลานั้นไป หรือยังไม่ถึงเวลา ต่อให้เป็นนางฟ้าลงมาเองผมก็ไม่แม้แต่จะเหลือบหางตามองเพียงแต่จังหวะและเวลานั้น นานเหลือเกินที่มันจะวนมารอบหนึ่ง ส่วนใหญ่จริงจะรู้สึกชอบใครขึ้นมา จึงมันจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัว เพราะว่าพวกเธอ รู้จักกันมาจึงมีโอกาสที่จะ(ซวย?)อยู่ในช่วงที่ผมมีความรักขึ้นมา

อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง "เพื่อนสนิท" ล่ะมั้ง

เพื่อนผมคนหนึ่งโทรมาปรึกษาเรื่องความรักตอนตีสามครึ่ง น่าจะเมาเละ เพราะเป็นที่รู้กันกลายๆในหมู่เพื่อนฝูงว่าถ้ามีปัญหาโทรหาไอ่ดอย แต่ถ้าเป็นด้านความรักล่ะก็ ไอ่ดอยมันยังเอาตัวเองไม่ค่อยรอดเลย เคยเจอแต่แบบผิวเผิน แบบลึกซึ้งก็จบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก

พอมันเล่าจบ ผมก็เลยเล่าปัญหาของตัวเองให้ฟังบ้าง แล้วบอกว่าใครก็มีปัญหาเหมือนกัน มึงเลิกกับแฟน แต่กูก็ชอบเพื่อนอยู่คนนึง ซึ่งกูไม่เคยคิดจะบอกรักเลย เพราะในขณะที่กูจะเอาหัวใจก็ไปเสี่ยง กูก็กลัวจะเสียความเป็นเพื่อนเหมือนกัน

เป็นที่มาของประโยคที่ผมพูดบอกหลายๆคนเวลาพาคนมาแนะนำให้รู้จักว่า
"ถ้าจะแนะนำ ไม่เอา เพื่อน พี่สา่ว น้องสาว หรือใครที่สนิทมานะ"
เลยไม่ค่อยมีใครพามาแนะนำเลยหลังๆ เพราะมันแทบจะครอบคลุมทั้งหมด

มันฟังสักพักแล้วก็ตอบว่า ผมมีปัญหาคล้ายกับเพื่อนมันคนนึง และตอนนี้เพื่อนมันก็แก้ปัญหาได้แล้วนะ ผมรีบถามกลับว่า เพื่อนของมึงใช้วิธีไหน

มันตอบกลับมาสั้นๆว่า "ทฤษฎีแมวของชโรดิงเจอร์" 

ผมสงสัยว่ามันคืออะไร มันก็ไม่บอก มันบอกว่าหาเอง ตีความเอง มึงจะเข้าใจมากกว่า ก่อนจะวางสายไป

 ---------------------------------------------------

ถ้าให้ทุกคนไปหากันเอาเองจะต้องเสียเวลาแน่ๆ เลยขอถือวิสาสะหาเอง ทำความเข้าใจเอง และตีความเอง ก่อนจะเอามาให้ทุกคนได้อ่าน แม้จะทำให้บางคนเข้าใจน้อยลงก็ตาม แต่ถ้าสนใจก็สามารถหาอ่านเพิ่มได้

---------------------------------------------------

ทฤษฎีแมวของชโรดิงเจอร์(Schrodinger's Cat Theory) นั้นขออนุญาติสรุปสั้นๆให้เข้าใจง่ายขึ้น(รึเปล่า)ก็แล้วกัน

เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ นั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์(น่าจะเป็นนักฟิสิกส์เพราะนี่เป็นเรื่องควอนตอมฟิสิกส์) ได้สร้างเหตุการณ์สมมุติขึ้นมาว่า

"ถ้านำแมวตัวหนึ่งใส่ลงไปในกล่องใบหนึ่งซึ่งทึบและกันเสียง ภายในบรรจุด้วย โถแก้วบรรจุแก๊สพิษไซยาไนต์ที่ปิดจุกไว้หนึ่งใบ บนโถแก้วใบนี้มีค้อนที่ตั้งรออยู่ และมีแหล่งกำเนิดกัมมันตรังสีอยู่ด้วย ชโรดิงเจอร์บอกว่าเมื่อนิวเคลียสหนึ่งจากแหล่งกำเนิดสลายตัว มันจะปล่อยอนุภาคอัลฟาตัวหนึ่งซึ่งจะไปทำให้ค้อนหล่นลงมากระทบโถแก้วแตกแล้ว ปล่อยแก๊สพิษไปฆ่าแมวจนตาย แล้วถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าแมวในกล่องตายหรือยัง?"

สรุปอีกสั้นๆคือ "ในกล่องทึบ มีแมวตัวหนึ่งซึ่งมีอุปกรณ์ในการฆ่าแมวตัวนั้น ซึ่งจะำทำงานในเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ ทางเดียวที่จะรู้ได้คือเปิดกล่องออกดู แต่ทว่าก่อนเปิดกล่องออกดูนั้น แมวก็เป็นได้ทั้งเป็นและตาย"

ถ้าให้ผมตีความตามที่เข้าใจคือ ตราบเท่าที่เรายังไม่ไปยุ่งกับกระการ "โอกาส" ก็ยังไม่หมดไป ความคลุมเคลือนี่แหละคือสิ่งที่หลายๆคนเรียกว่า "ความหวัง"

ถ้าในด้านความรักคงเปรียบได้กับการคบๆไปอย่างคลุมเคลือ?

เพราะก่อนที่จะเปิดกล่องออกดูนั้น อย่างน้อย "แมว" ก็ยังอยู่ในกล่องไม่ได้หายไปไหน

แม้จะไม่รู็ว่ามัน "เป็น" หรือ "ตาย" ก็ตามที